Category: เรื่องส่วนตัว


Happy Birthday

วันนี้วันเกิดยัยนั่น

     Happy Birthday ครับ

   เมื่อวานที่ถามว่าโทรไปได้ไหม ก็กะว่าจะบอกด้วยตัวเองนะ แต่คงไม่มีโอกาสแล้ว ยังไงก็มีความสุขมากๆนะ
   อย่าเจอคนแบบเราอีก ^^   take care.

   ถ้ามีโอกาสเราคง(อาจจะ)ได้พบกันอีก…

Wise’

I’m not a good person.

แรงบัลดาลใจจาการเดินทาง

  หลังจากที่มีปัญหาเรื่องรถนิดหน่อยในตอนเช้าที่ออกเดินทาง ทำให้เลทไปกว่าเวลาจริงราวๆครึ่งชั่วโมง ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถ แล้วมองออกไปหน้าต่าง รถที่แล่นผ่านที่ต่างๆไปเรื่อย ภาพข้างทางที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆมันทำให้สมองหมุนตามไปเรื่อยๆ เรื่องราวต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตาม สถานที่ต่างๆทีเพิ่งผ่านตามไป และผมก็ค้นพบว่าช่วงเวลาเพียงราวๆ ครึ่งชั่วโมง ผมกลับคิดเรื่องราวต่างๆมากมาย บางทีมีอาจจะมากกว่าเวลาที่ผมใช้ใการนั่งคิดนอนคิดจริงๆเสียอีก แต่จะติดก็ตรงที่ มันเป็นความคิดที่วื่งและไหลไปเรื่อยๆ ความคิดบางอย่างมันมาและไปเร็วมากๆ จนผมไม่สามารถที่จะจดจำความคิดเหล่านั้นได้เลยไงล่ะ มันเร็วกว่าที่มือผมจะคว้าเอาสมุดมาจดได้ทัน ถึงแม้จะมีสมุดอยู่ในมือก็เถอะ ความคิดบางอย่างก็โดนกลบไปด้วยความคิดใหม่แล้วๆ และผมคิดว่าหลายๆอันมันเป็นความคิดที่เด็ดมากๆเลยล่ะ อย่างเช่น หลังคาลดความร้อนที่ใช้ประโยชนได้หลายต่อๆมาก ก็ได้ความคิดนี้มากจากการนั่งรถเนี่ยล่ะ 
    สองสามวันก่อนมีไอ้เดียอะไรดีๆหลายอย่างๆที่เกิดจากคนรอบๆข้าง อย่างแรกที่คิดก็คือ พี่เต๋า  การที่พี่แกเค้าเป็นครีเอทีฟการใช้คำพูดของแกมันทำให้รู้สึกมีพลังอย่างบอกไม่ถูก การเมล์จดหมายในfbที่แกส่งมาเรื่อง การรวมกลุ่ม ที่ให้คิดการนำเสนอของตัวเองที่บ่งบอกความเป็นตัวเองออกมา คนล่ะหนึ่งอย่าง หลังจากนั้น ให้ทกคนเอามาเผามาฉีกมันทิ้ง เพื่อถอดหมวกที่ตัวเองสวมอยู่ออก เพื่อที่จะได้ล้างความคิดที่เต้ฒเหมือนกะลาที่มีน้ำอยู่เต็มออกไปบ้าง เพื่อที่จะสามารถเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาได้ และได้ระบบการแชร์ความคิดเข้ามาช่วย คงเพระาความคิดของคนเราสมัยนี้สามารถถ่ายทอดถึงกันได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมากล่ะมั้ง เลยทำให้เราคิดเองไม่เป็น จินตนาการไม่ไปไหนไกล แต่กลายไปเป็นว่า เราเริ่มเก่งที่จะคิดต่อยอดจากสิ่งที่คนอื่นคิดเอาไว้แทน
   คนสมัยก่อน อย่าง กรีก โรมัน เรอเนสซอง คนสมัยนั้นต่างมีวิธีคิดจินตนาการที่บรรเจิดสุดๆ การคิดเเรื่องราวของเทพต่างๆ วัฒนธรรมต่างๆ ไปจนถึงทฤษฏี ศิลปะต่างๆ มันช่างเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายทั้งนั้น แต่พอมาในสมัยนี้ มันกลับกลายเป็นการหยิบเอาอะไรที่ธรรมดาๆเอามาบอก มาเล่าใหม่ ในอีกมุมมองหนึ่ง จริงๆก็คือมันไม่มีอะไรใหม่เลย ทุกอย่างมันเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น เพียงแค่ถึงเวลาเราก็จับมันเอามาปัดฝุ่นแต่งตัวมันให้แตกต่างไปจากเมื่อก่อนนิดหน่อยเท่านั้นเอง ว่าไปมันก็คล้ายๆ แฟชั่นแฮะ
บ่นไปเรื่อยๆตามสมองที่ไหลไปเรื่อยๆ

ตั้งแต่เริ่มทำงานเป็น web designer เต็มตัวก็พบว่า facebookดันเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว…

ทุกๆวัน ต้องเปิดมัน ถ้าไม่เช็คเมล์ ก็ต้องเข้า fb ก่อน

ถ้ามานั่งรอที่ หน้า office ตอนเช้า app ตัวแรกที่เปิดนอกจากฟังเพลง ก็คือ facebook

พักเที่ยง เข้าห้องน้ำ ก็ยังมีแอบเอา iPod ไปนั่งดู…

…เร่ิมกลายเป็นคนติด facebook จริงจัง

ใน facebook เราได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่ต่างจากโลกจริงของเรา

ได้เจอเพื่อนเก่ากันโดยบังเอิญ

ได้เห็นความคิดความรู้สึก ที่แต่ละคนต่างมาระบาย

ได้เห็นไดอารี่ขนาดย่อมๆ

ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง อะไรหลายอย่าง

ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปของคน

และได้เห็นความรู็สึกตัวเอง…

บางที่พอเราได้กลับไปอ่าน  topic เก่าที่เคยมีมาของเรา มันก็ทำให้เราได้รู้  ข้อความที่เขียนโต้ตอบกัน ในแต่ช่วง มันบอกอะไรหลายอย่างมากมาย ทั้งความรู้สึก   ความคิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันก็เป็นอะไรที่ยากที่จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดเหมือนกันแฮะ จริงๆไม่ได้กะจะเขียนอะไรเกี่ยวกับ  fb แต่เพราะกลับมาบ้านด้วยมั้ง เลยรู้สึกว่าอะไรๆมันสงบขึ้น เลยอยากเขียนระบายๆมันออกมาบ้าง เพราะเกือบสองเดือนที่ทำงานมา อืม…มีเรื่องอะไรผ่านมากมายเลย และถ้าหากว่าต้องเก็บมันเอาไว้จนหมด มันคงจะทรมานมากเลยล่ะ

สองเดือนที่ผ่านมามันมีอะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไปมากเลยจริงๆ คนคนหนึ่งที่เมื่อก่อนตั้งหน้าตั้งตาออนเอ็มเพื่อรอคุยทุกวัน ในวันนี้ กลับกลายเป็น เมล์ เมล์หนึ่งในหลายร้อย mail ที่แอดเอาไว้ในเอม เพียงแค่เปิดผ่านๆ ไม่ได้มีกรทักทาย เพียงแต่สะสุดสายตาทุกครั้งที่เห็นว่าเมล์นั้นออนไลน์

มีหลายคนบอกว่าเรากลับมาเข้มแข็งแล้ว กลับมาร่าเริงสดใส และมีชีวิตเป็นตัวเองได้อีกครั้ง อืม ดีใจนะที่ทุกคนบอกแบบนั้น แต่จริงๆแล้วคือ เราเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ต่างหาก

ทุกๆเช้าที่ตื่นไปทำงาน หรือเสาร์อาทิตย์ ตอนแต่งตัวมักจะหันมายิ้มให้ตัวเองในกระจกทุกครั้งแล้วบอกตัวเองว่า วันนี้จะเป็นวันดีๆสำหรับเราแน่นอน แล้วพยายามทำตัวเองให้สดใส หน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา อืม..บางวันมันทำได้นะ แล้วรู้สึกเลยล่ะว่า วันนี้อารมณ์ดีจริงๆ ขนาดเดินากแดดตอนเช้าร้อน เหงื่อยังไม่ออกเลย แต่พอมาบางวัน แม้จะฝืนยิ้มให้ตาย มันก็ไม่ช่วยอะไรจริงๆ

การที่เราต้องนั่งรถเมย์สายเดิมเวลาเดิมๆทุกวันมันทำให้เราได้เห็นชีวิตของคนรอบๆตัวที่เราไม่รู้จักมากมายเลย

ชายที่น่าเหมือนรุจเดอะสตาร์
แวบแรกที่เห็นตกใจมากเพราะว่าก่อนหน้านั้น เปิด เธอหลอกฉัน ฉันหลอกเธอ พอดี แล้ว cover albumมันก็แสดงพอเงยหน้าขึ้นมา ก็เจอคนนหน้าคล้ายในจอ เลยอึ้งๆ ไมไ่ด้บ้าดาราอะไรแต่ แบบหน้ามันคล้าย ๆ เค้าก้มองมาทำท่าสงสัยเหมือนมองเค้าทำไม ก็ฮากันไป ลักษณะเด่นคือ พี่ท่านจะใช้กระเป๋าสะพายเล็กๆสีเหลืองสดมาก  คราวๆหลังเนี่ย เจอตอนวันที่กรุงเทพฝนตกตอนเช้า พี่แกใช้ร่มสีชมพูน่ารักมากได้อีก…ไม่เดาต่อละกัน

สาวอ๊อฟฟิตกับ iphone คู่ใจ
ไม่ว่าจะเจอกี่ครั้งๆต่อกี่ครั้ง ก็จะเห็นถือ iphone ดูคลิปวีดีโอตลอด  แทบจะไม่เคยเห็นว่าจะละสายตาไปจากหน้าจอได้เลย แต่เจ้าตัวก็รู้ทุกครั้งที่จะถึงป้ายที่จะลง เก่งแฮะ

ยาย…ผู้สายตาเศร้าสร้อย
จริงๆไม่ได้เจอบ่อยอะไรแต่ด้วยความที่ค่อนข้างน่าสนใจเลยล่ะ คือ จะเจอยายคนนี้บ่อยๆเวลากลับจากที่ทำงาน เพระาด้วบความที่เรากลับต้นสาย(จากหน้าราม) ยายแกเป็นคนตัวเล็กๆ แต่งตัวมอมๆหน่อย พอเดาได้จากกระกระทำว่าแกคงสติไม่ค่อยดีอ่ะมั้ง ทุกครั้งที่กระเป๋ารถเมย์เจอยายแกก็จะไม่เก็บตัง แกไม่พูดไม่จา นั่งหลังค่อม สายตาแกจะคอยสาดส่องออกไปนอกกระจกรถตลอดเวลา เหมือนกำลังรอคอยอะไร แล้วพอรถเลี้ยวจากเส้นรามเข้าพระรามเก้ายายแกก็จะจากที่นั่งแล้วมายืนที่ทางเดินกลางรถคอยมองอยู่ตลอดเวลา เหมือนกลัวๆจะเลยป้ายยังไงยังงั้น  แต่ที่ติดใจไม่ใช่การกระทำของแก แต่เป็น สายตาของแกมากกว่า ยายแกเป็นคนที่สายตาเศร้าสร้อยมากเลย เคยมองแกอยู่พักหนึ่ง จนแกลงรถไป แล้วรู้สึกเศร้าๆยังไงไม่รู้ คงเพราะแอบเอามาคิดว่า ถ้าเมื่อตัวเอง อายุขนาดนั้นแล้วยังต้องมีสายตาแบบนั้น คงจะเศร้าหน้าดูเลยล่ะ

ยัยนั่น
จะด้วยความบังเอิญ โชคชะตา ก็เถอะ ก็ได้มีโอกาสเจอยัยนั่นอีกครั้ง ท้งที่คิดว่าคงไมไ่ด้เจอกันแล้ว เผอิญว่าวันนั้นกลับบ้านเร็ว ก็นั่งอยู่แถวแรกสุดของประตูกลางรถ ปอ. พลังเพลงอะไรไปเรื่อยไม่ได้คิดอะไร จนรถเมย์มันมาจอดตงป้ายใกล้ๆทางเข้า RCA ก็มีคนขึ้นรถมาสองสามคน ก็ไม่ได้สนใจอะไรจนไปเจอะเข้ากับสายตาของคนคนหนึ่งเข้า ยัยนั่น จะบอกว่าตกใจก็ได้เลยล่ะ(และก็ดีใจมาก) ได้คุยกันนิดหน่อย ถึงรู็ว่ามาฝึกงานแถวนั้น ในใจมันก็รู้สึกดีนะ ว่าอย่างน้อยก็คงมีโอกาสได้เจออีก ไม่ได้คุยก็ไม่เป้นไร  แต่บอกได้เลยล่ะ หลังจากวันนั้นมา มันทำให้ความรูู้สึกของผมเร่ิมสั่นคลอนนะ  รู้สึกเลยว่าจากวันนั้นมาตัวเองอ่อนแอลงอีกแล้ว

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ งานที่ทำที่ออกแบบมันเร่ิมกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง…

อย่างน้อยก็รู้สึกแบบนั้นล่ะ

นอนดีกว่า

P.S. HBD ตี๋ใหญ่  มีความสุขมากๆเน้อ

Powered by WordPress | Theme: Motion by 85ideas.