Latest Entries »

ตั้งแต่เริ่มทำงานเป็น web designer เต็มตัวก็พบว่า facebookดันเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว…

ทุกๆวัน ต้องเปิดมัน ถ้าไม่เช็คเมล์ ก็ต้องเข้า fb ก่อน

ถ้ามานั่งรอที่ หน้า office ตอนเช้า app ตัวแรกที่เปิดนอกจากฟังเพลง ก็คือ facebook

พักเที่ยง เข้าห้องน้ำ ก็ยังมีแอบเอา iPod ไปนั่งดู…

…เร่ิมกลายเป็นคนติด facebook จริงจัง

ใน facebook เราได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่ต่างจากโลกจริงของเรา

ได้เจอเพื่อนเก่ากันโดยบังเอิญ

ได้เห็นความคิดความรู้สึก ที่แต่ละคนต่างมาระบาย

ได้เห็นไดอารี่ขนาดย่อมๆ

ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง อะไรหลายอย่าง

ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปของคน

และได้เห็นความรู็สึกตัวเอง…

บางที่พอเราได้กลับไปอ่าน  topic เก่าที่เคยมีมาของเรา มันก็ทำให้เราได้รู้  ข้อความที่เขียนโต้ตอบกัน ในแต่ช่วง มันบอกอะไรหลายอย่างมากมาย ทั้งความรู้สึก   ความคิด รวมถึงการเปลี่ยนแปลง บางอย่างมันก็เป็นอะไรที่ยากที่จะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดเหมือนกันแฮะ จริงๆไม่ได้กะจะเขียนอะไรเกี่ยวกับ  fb แต่เพราะกลับมาบ้านด้วยมั้ง เลยรู้สึกว่าอะไรๆมันสงบขึ้น เลยอยากเขียนระบายๆมันออกมาบ้าง เพราะเกือบสองเดือนที่ทำงานมา อืม…มีเรื่องอะไรผ่านมากมายเลย และถ้าหากว่าต้องเก็บมันเอาไว้จนหมด มันคงจะทรมานมากเลยล่ะ

สองเดือนที่ผ่านมามันมีอะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไปมากเลยจริงๆ คนคนหนึ่งที่เมื่อก่อนตั้งหน้าตั้งตาออนเอ็มเพื่อรอคุยทุกวัน ในวันนี้ กลับกลายเป็น เมล์ เมล์หนึ่งในหลายร้อย mail ที่แอดเอาไว้ในเอม เพียงแค่เปิดผ่านๆ ไม่ได้มีกรทักทาย เพียงแต่สะสุดสายตาทุกครั้งที่เห็นว่าเมล์นั้นออนไลน์

มีหลายคนบอกว่าเรากลับมาเข้มแข็งแล้ว กลับมาร่าเริงสดใส และมีชีวิตเป็นตัวเองได้อีกครั้ง อืม ดีใจนะที่ทุกคนบอกแบบนั้น แต่จริงๆแล้วคือ เราเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ต่างหาก

ทุกๆเช้าที่ตื่นไปทำงาน หรือเสาร์อาทิตย์ ตอนแต่งตัวมักจะหันมายิ้มให้ตัวเองในกระจกทุกครั้งแล้วบอกตัวเองว่า วันนี้จะเป็นวันดีๆสำหรับเราแน่นอน แล้วพยายามทำตัวเองให้สดใส หน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา อืม..บางวันมันทำได้นะ แล้วรู้สึกเลยล่ะว่า วันนี้อารมณ์ดีจริงๆ ขนาดเดินากแดดตอนเช้าร้อน เหงื่อยังไม่ออกเลย แต่พอมาบางวัน แม้จะฝืนยิ้มให้ตาย มันก็ไม่ช่วยอะไรจริงๆ

การที่เราต้องนั่งรถเมย์สายเดิมเวลาเดิมๆทุกวันมันทำให้เราได้เห็นชีวิตของคนรอบๆตัวที่เราไม่รู้จักมากมายเลย

ชายที่น่าเหมือนรุจเดอะสตาร์
แวบแรกที่เห็นตกใจมากเพราะว่าก่อนหน้านั้น เปิด เธอหลอกฉัน ฉันหลอกเธอ พอดี แล้ว cover albumมันก็แสดงพอเงยหน้าขึ้นมา ก็เจอคนนหน้าคล้ายในจอ เลยอึ้งๆ ไมไ่ด้บ้าดาราอะไรแต่ แบบหน้ามันคล้าย ๆ เค้าก้มองมาทำท่าสงสัยเหมือนมองเค้าทำไม ก็ฮากันไป ลักษณะเด่นคือ พี่ท่านจะใช้กระเป๋าสะพายเล็กๆสีเหลืองสดมาก  คราวๆหลังเนี่ย เจอตอนวันที่กรุงเทพฝนตกตอนเช้า พี่แกใช้ร่มสีชมพูน่ารักมากได้อีก…ไม่เดาต่อละกัน

สาวอ๊อฟฟิตกับ iphone คู่ใจ
ไม่ว่าจะเจอกี่ครั้งๆต่อกี่ครั้ง ก็จะเห็นถือ iphone ดูคลิปวีดีโอตลอด  แทบจะไม่เคยเห็นว่าจะละสายตาไปจากหน้าจอได้เลย แต่เจ้าตัวก็รู้ทุกครั้งที่จะถึงป้ายที่จะลง เก่งแฮะ

ยาย…ผู้สายตาเศร้าสร้อย
จริงๆไม่ได้เจอบ่อยอะไรแต่ด้วยความที่ค่อนข้างน่าสนใจเลยล่ะ คือ จะเจอยายคนนี้บ่อยๆเวลากลับจากที่ทำงาน เพระาด้วบความที่เรากลับต้นสาย(จากหน้าราม) ยายแกเป็นคนตัวเล็กๆ แต่งตัวมอมๆหน่อย พอเดาได้จากกระกระทำว่าแกคงสติไม่ค่อยดีอ่ะมั้ง ทุกครั้งที่กระเป๋ารถเมย์เจอยายแกก็จะไม่เก็บตัง แกไม่พูดไม่จา นั่งหลังค่อม สายตาแกจะคอยสาดส่องออกไปนอกกระจกรถตลอดเวลา เหมือนกำลังรอคอยอะไร แล้วพอรถเลี้ยวจากเส้นรามเข้าพระรามเก้ายายแกก็จะจากที่นั่งแล้วมายืนที่ทางเดินกลางรถคอยมองอยู่ตลอดเวลา เหมือนกลัวๆจะเลยป้ายยังไงยังงั้น  แต่ที่ติดใจไม่ใช่การกระทำของแก แต่เป็น สายตาของแกมากกว่า ยายแกเป็นคนที่สายตาเศร้าสร้อยมากเลย เคยมองแกอยู่พักหนึ่ง จนแกลงรถไป แล้วรู้สึกเศร้าๆยังไงไม่รู้ คงเพราะแอบเอามาคิดว่า ถ้าเมื่อตัวเอง อายุขนาดนั้นแล้วยังต้องมีสายตาแบบนั้น คงจะเศร้าหน้าดูเลยล่ะ

ยัยนั่น
จะด้วยความบังเอิญ โชคชะตา ก็เถอะ ก็ได้มีโอกาสเจอยัยนั่นอีกครั้ง ท้งที่คิดว่าคงไมไ่ด้เจอกันแล้ว เผอิญว่าวันนั้นกลับบ้านเร็ว ก็นั่งอยู่แถวแรกสุดของประตูกลางรถ ปอ. พลังเพลงอะไรไปเรื่อยไม่ได้คิดอะไร จนรถเมย์มันมาจอดตงป้ายใกล้ๆทางเข้า RCA ก็มีคนขึ้นรถมาสองสามคน ก็ไม่ได้สนใจอะไรจนไปเจอะเข้ากับสายตาของคนคนหนึ่งเข้า ยัยนั่น จะบอกว่าตกใจก็ได้เลยล่ะ(และก็ดีใจมาก) ได้คุยกันนิดหน่อย ถึงรู็ว่ามาฝึกงานแถวนั้น ในใจมันก็รู้สึกดีนะ ว่าอย่างน้อยก็คงมีโอกาสได้เจออีก ไม่ได้คุยก็ไม่เป้นไร  แต่บอกได้เลยล่ะ หลังจากวันนั้นมา มันทำให้ความรูู้สึกของผมเร่ิมสั่นคลอนนะ  รู้สึกเลยว่าจากวันนั้นมาตัวเองอ่อนแอลงอีกแล้ว

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ งานที่ทำที่ออกแบบมันเร่ิมกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง…

อย่างน้อยก็รู้สึกแบบนั้นล่ะ

นอนดีกว่า

P.S. HBD ตี๋ใหญ่  มีความสุขมากๆเน้อ

I promise!!

เพิ่งสังเกตุเห็นว่า theme ตัวนี้มัน ชื่อ topic ถ้าตั้งเป็นภาษาไทยมันจะไม่ขึ้น หัวข้อให้ เลยตั้งเป็น ภาษาอังกฤษละกัน I Promise

หลังจากเปลี่ยนชีวิตตัวเองมาสู่ พนักงานประจำ ตำแหน่ง Creative Web  Designer ได้เกือบๆหนึ่งเดือน ตอนนี้ชีวิตกำลังเร่ิมกลับมาอยู่ตัวแล้ว หลังจากที่วุ่นวายเป็นระยะสั้นๆ เร่ิมตื่นมาทำงานเองโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา(หลังจากที่ตั้งปลุกย้ำทุกๆ 5 นาที) ตอนนี้โอเคแล้ว

ทำงานมา หนึ่งเดือน กลายเป็นว่าไปถึง บริษัทคนแรก ประมาณ 80% ปกติทำงาน 9โมงเช้า เลิก หกโมง แต่จริงกว่าจะเข้าบริษัทได้ ส่วนมากจะราวๆ 9.30 ซะมากกว่า(ขยับเวลาตื่นสายได้อีกนิดนึง) นัั่งรถเมย์ จน กระเป๋ารถเมย์จำหน้าได้แล้ว ;)

หลังจากนี้ชีวิต คงเร่ิมลงตัวขึ้น วันนี้ว่างๆเลยมีเวลานั่งคิดโน่นคิดนี่ แล้วก็เลยคิดมาได้ว่า จากนี้เราควรจะเดินหน้าต่อไปได้แล้วล่ะ ซึ่งความคิดที่จะทำมันก็มีดังต่อไปนี้

I Promise

ฉันสัญญาว่า

- จะทำเว็บ izeed ให้เสร็จ

- จะทำงานให้เสร็จตรงเวลา และไปทำงาเลิกงานตรงเวลาเสมอ

- จะ กิน Green Tea Frappuccino® blended cream  ให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

- ซิดอัพ ก่อนไปทำงาน 20 และ กลับมาหลังจากทำงานอีกอย่างน้อย 60 ครั้งทุกวัน

- เริ่มเก็บตังใหม่จาก 0 ให้ได้เกิน 200,000 ภายใน อายุ 23 โดยไม่กระทบการกิน(ฮ่าๆ)

สัญญาแค่นี้พอแล้ว   เดี่ญวทำไมไ่ด้แย่เลย

special gift 4 me

ถึงวันเกิดตัวเองแบบงง ก่อนนห้านั้น สองสามวันคิดว่าถึงวันนั้นจะทำอะไรดี  แต่แล้วเรื่องงานที่วุ่นวาย และอะไรหลายอย่างๆ ก็เลยทำให้ลืมไป

จนวันนี้ค่ำพอเลิกจากเจอกับพี่อ๊อฟ กับเพื่อนแล้ว เซนทรัลพระราม3 แล้ว ตอน ขึ้นรถกลับบ้าน มีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆคนเดียว อืม ได้พอมีเวลาคิด อีกไม่กี่ชั่วโมง ก็จะถึงวันเกิดแล้ว ก็คิดเหมือนที่คิดทุกปี ว่า มันจะมีอะไรดีบ้าง มีอะไรที่เราจะ แฮปปี้กับมันบ้าง อย่างน้อยมันก็อายุครบ22 ปี ผ่านมาได้แล้วอีกปีหนึ่งเชียวนะ

ก็คิดอยู่หลายอย่างๆ อยากให้หลายๆอย่างที่เคยอยากให้เป็นอยากให้เกิดขึ้นเป็นจริง ก็ยังแอบหวังอยู่ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีทางหรอก ^^

สุดท้ายก็เลิกคิดไปในที่สุดล่ะ เพราะยิ่งคิด มายิ่งหวังมากๆ ถ้ามันไม่เป็นอย่างหวัง เราก็เสียใจเอง สรุปตอนนั้นเลยคิดว่า ให้มันเป็นแค่วันวันหนึ่ง ของชีวิตเหมือนปกติทุกวันนั่นล่ะ แต่สมองก็ยังวกกลับไปคิดเรื่องเก่าๆอยู่เรื่อย สุดท้ายเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

กลับมาถึงห้อง นั่งกินซามูไรเบอร์เกอร์เย็นๆที่พี่อ๊อฟให้ไป นั่งเก็บของไป คิดโน่นคิดนี่ แล้ว ก็มีสายนึงโทรมา …พี่แวน  ก็คุยถามสารทุกข์สุขดิบ ประสาพี่น้อง ได้ยินเสียงหลานด้วย(แอบดีใจ) คุยไปคุยมา ก็พี่แวนออนไลน์ได้ เลยตกลงว่าจะคุยผ่าน skype แทน เปิด webcam ได้เห็นหน้าพี่สาวที่อยู่ห่างกันเกือบ6,000 กิโล มันมีความสุขยังไงไม่รู้นะ แล้วพอได้เห็นหลานสาว ถึงแม้ว่าจะแค่ผ่านหน้าจอเล็กๆ ไมไ่ด้ชัดอะไร แต่แค่นั้นก็รู้สึกว่ามีความสุขมากที่สุดในรอบหลายๆเดือนที่ผ่านมา Brittaney ยังวาดรูปให้ด้วย(หลานใครวะน่ารักชะมัด) บอกไม่ถูกเหมือนกันความรู็สึกตอนนั้น แต่มันเป้นช่วงเวลาสั้นๆที่มีความสุขมากจริงๆนะ แล้วก็ได้คำตอบแล้วล่ะ ว่าเนี่ย คือของขวัญที่ดีที่สุดแล้วของเรา

ขอบคุณนะคับพี่แวน ขอบคุณนะหลานสาวตัวน้อย

แล้วเราจะได้เจอกันอีกเร็วๆนี้ แน่นอนฮะ

แด่อีกวันที่ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิต…

Wise’

Powered by WordPress | Theme: Motion by 85ideas.